Google+

รีวิวครีม Glysolid ครีมเอนกประสงค์จากเยอรมัน
ที่ทุกบ้านต้องมีติดตู้!

รีวิวครีม Glysolid ครีมกลีเซอรีนเอนกประสงค์ที่ทุกครอบครัวควรต้องมีติดตู้ เปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านเลยก็ว่าได้!

 

พอถึงช่วงที่ลมหนาวใกล้มาเยือนแบบนี้ จู่ๆ ก็ทำให้แก้มนึกถึงสกินแคร์คู่ใจชิ้นนึงที่อยากมารีวิวและบอกต่อให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน เพราะครีมตัวนี้เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจในช่วงฤดูหนาว มีนางติดบ้านไว้ก็ช่วยทำให้เราอุ่นใจได้สุดๆ และไม่เพียงแค่นางจะมาเป็นเพื่อนกู้ชีพยามหน้าหนาวนะ เพราะคนที่มีผิวแพ้ง่ายหรือมีผิวแห้ง ก็ควรมีนางติดบ้านไว้เช่นเดียวกันค่ะ!

 

แน่นอนว่าหลายคนน่าจะพอคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่กับครีม Glysolid นั่นเอง ครีมหลอดแดงๆ กระปุกสีแดงแรงฤทธิ์ที่ดีกรีการบำรุงของเค้าก็มีอาณุภาพแรงเอาเรื่องอยู่ ไม่งั้นเค้าคงอยู่มานานกว่า 70 ปีแบบนี้ไม่ได้หรอกค่า ... มาค่ะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักครีม Glysolid ให้ลึกซึ้งกันมากกว่าเดิมดีกว่าว่าเป็นครีมอะไร มาจากไหน ใช้ดูแลผิวเรื่องอะไร แพงไหม วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณครบค่ะ!

 

 

ครีม Glysolid คืออะไร?

 

ครีม Glysolid เป็นครีมเอนกประสงค์สำหรับทาผิวที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุโรปมามากกว่า 70 ปี โดยมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมันนีค่ะ ด้านในของหลอดครีม Glysolid นั้นจะบรรจุไปด้วยกลีเซอรีนครีมที่จะมีหน้าที่ช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น ยืดหยุ่น เป็นเสมือนเกราะป้องกันผิวที่ช่วยกักเก็บน้ำไว้ในผิว อีกทั้งยังช่วยลดการระคายเคืองให้กับผิวและกระตุ้นเซลล์ผิวที่เกิดใหม่ให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

 

ครีม Glysolid ทำงานยังไง?

 

โดยครีม Glysolid นั้นจะทำงานแตกต่างจากครีมบำรุงผิวอื่นๆ ทั่วไป โดยเมื่อเราชโลมครีม Glysolid ลงบนผิวนั้น ครีม Glysolid จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนฟิล์มป้องกันแสงให้กับผิว เนื้อครีมจะเข้าไปเคลือบผิวไว้ไม่ให้มีอะไรมาทำร้ายผิวได้ ประกอบกับช่วยกักเก็บน้ำใต้ผิวไม่ให้ระเหยออกไป และสารสกัดในเนื้อครีมยังช่วยเข้าไปบำรุงและซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

 

ครีม Glysolid นั้นสามารถใช้ทาผิวได้ทุกส่วน แต่จะมีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่งสำหรับผิวบริเวณมือ, ข้อศอก และเท้าที่มีความหยาบกร้านสูง โดยครีม Glysolid จะเข้าไปบำรุงให้ผิวบริเวณนั้นเนียนนุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

 

 

ครีม Glysolid สามารถใช้กับใครและใช้ทาบริเวณไหนได้บ้าง?

 

  • ครีม Glysolid สามารถใช้ทาบำรุงได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย 

 

เพื่อปกป้องผิวให้แข็งแรง เปรียบเสมือนเกราะป้องกันผิว บำรุงและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เกิดใหม่และเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นใต้ผิว ทำให้ผิวเนียนนุ่ม ไม่แห้ง และมีสุขภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งครีม Glysolid นั้นยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดของริ้วรอยบนใบหน้าและช่วยลดรอยแตกลายบริเวณลำตัวอีกด้วย

 

  • ครีม Glysolid สามารถใช้ได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่

 

เพราะครีม Glysolid มีความอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองใดๆ จึงสามารถใช้รักษาผื่นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กและผู้สูงอายุได้ เช่น ผื่นผ้าอ้อม ผดผื่นร้อน หรือปัญหาผิวแห้ง ผิวแตก ผิวอักเสบ ผิวที่เกิดจากเสียดสีต่างๆ ครีม Glysolid ก็สามารถดูแลและบรรเทาให้ดีขึ้นได้

 

  • ครีม Glysolid ใช้ได้ดีกับผู้ที่มีปัญหาด้านผิวหนัง

 

เช่น โรคสะเก็ดเงินที่ผู้ป่วยจะมีเซลล์ผิวหนังที่แห้งจนเกินไป สามารถใช้ครีม Glysolid เข้าไปช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นขึ้นได้, ผู้ป่วยฟอกไตที่ผิวหนังไหม้และเบิร์น สามารถใช้ครีม Glysolid ไปช่วยบรรเทาแผลไหม้และผิวหนังโดยรอบให้ดีขึ้นได้ รวมไปถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยแผลกดทับที่มีปัญหาเรื่องผิวหนังอักเสบ ก็สามารถวางใจให้ครีม Glysolid เข้าไปช่วยดูแลปัญหาผิวได้

 

 

โดยครีม Glysolid นั้นประกอบไปด้วยส่วนผสมที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิว อ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองใดๆ เนื่องจากครีม Glysolid จะประกอบไปด้วยส่วนผสมทั้งหมด 2 อย่าง คือ กลีเซอรีนที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และ อลันโทอิน สารที่ช่วยลดความระคายเคือง ซึ่งทั้ง 2 เป็นส่วนผสมที่ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่าปลอดภัยกับผิว

 

เนื้อครีม Glysolid มีความเข้มข้นสูง แต่สามารถเกลี่ยและซีมซาบลงสู่ผิวได้ง่ายโดยไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้บนผิว สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในชั้นผิวได้อย่างยาวนาน ทาได้เช้าเย็นบนผิวที่มีปัญหา หรือจะใช้แทนโลชั่นทาทั่วผิวกายก็ได้ค่า

 

เห็นไหมว่าหลอดแดงๆ กระปุกแดงๆ แต่แรงฤทธิ์มากๆ นะคะ ใครที่มีปัญหาผิวตามที่แก้มเขียนไปด้านบน หรือมีผิวที่แห้งมากๆ เรียกได้ว่าจะกี่ครีม จะกี่หลอดก็เอาไม่อยู่ ลองมาเจอเจ้าครีม Glysolid ตัวนี้กันดูค่ะ รับรองว่าไม่กี่วัน รู้เรื่อง!! สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น พี่สาวน้องสาวควรลองใช้บำรุงด้วยประการทั้งปวง แล้วจะรู้ว่านางดีจริง คอนเฟิร์ม!! 

 

[product]0000000000023248,0000000000024875[/product


Stories
 Back to Top