Google+

ครีมบำรุงผิวหน้าหรือสกินแคร์ที่เรารู้จักกันนั้น จะสังเกตเห็นได้ว่ามันมีขายตั้งแต่ราคาไม่กี่สิบบาท ยาวไปจนถึงราคาหลักหลายๆ หมื่นก็มีนะพวกเธอ! … ที่ราคาแตกต่างกันมากขนาดนี้ก็มีอยู่หลายเหตุผล ทั้งแพคเกจจิ้ง สวยสุดปัง ค่าตัวพรีเซนเตอร์ที่แสนแพง 555 หรืออาจจะเป็นเพราะนวัตกรรม เทคโนโลยี และสารสกัดต่างๆ ที่แต่ละแบรนด์นำมาใช้ผลิตครีมบำรุงผิวนั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความใหม่ ความล้ำ ผลลัพธ์จากการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง รวมถึงความแรร์ของสารสกัดแต่ละชนิดก็เป็นได้!

 

ซึ่งเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าสกินแคร์ราคาแพงๆ ก็มักจะผลิตจากสารสกัดที่หายากและทรงคุณค่าเป็นอย่างมาก ผนวกกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตที่เค้าคัดสรรมาใช้ ทำให้สรรพคุณของสกินแคร์ตัวนั้นๆ มักจะดึงดูดใจเราอยู่เสมอ และเราก็มักจะเชื่อว่ามันจะต้องมีความเข้มข้นและทรงพลัง สามารถกู้ผิวหน้าพังๆ ของเราได้เป็นอย่างดีแน่นอน

 

 

พวกเราจึงตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เก็บเงิน หยอดกระปุกเพื่อไปสอยครีมราคาแพงในดวงใจให้มาอยู่ในครอบครองของเรา พอได้มาแล้วก็ยิ่งรู้สึกมีความหวัง รู้สึกว่าผิวหน้าฉันกำลังจะสวยแล้ว !! เพราะของมันแพง ยังไงก็ต้องเวิร์คอย่างแน่นอน … ใช่ไหมล่ะ!? ทุกคนมักจะรู้สึกอย่างนั้นใช่ไหม แต่ในความเป็นจริงแล้ว บางคนอาจจะต้องผิดหวัง “ซื้อมาก็แพง ใช้ยังไงก็ไม่เห็นผลสักที!” และแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่คนไม่กี่คนที่จะต้องรู้สึกผิดหวัง เพราะบนโลกนี้ยังมีคนอีกเยอะมากที่ทุ่มทุนกับครีมราคาแพงๆ แต่ทายังไงก็ไม่เห็นผล!

 

แก้มจะบอกว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่ครีมบำรุงผิว ไม่ได้อยู่ที่ราคา ไม่ได้อยู่ที่แบรนด์ไหนเลยด้วยซ้ำ แต่ความผิดที่อาจทำให้ผลของการใช้ครีมนั้นไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังนั้นมันเกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุนี้ค่ะ !!

 

1. คุณใช้ครีมในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผลลัพธ์นั้นไม่ดีเท่าที่ควร

บางคนอาจจะคิดว่าครีมก็แพง ทาน้อยๆ หน่อยก็ได้ จะได้หมดช้าๆ หรือบางคนอาจจะคิดว่าทาน้อย หรือ ทามาก ยังไงก็คือทา ผลลัพธ์ออกมาก็จะน่าจะเหมือนกัน … แต่แก้มจะบอกว่าคุณคิดผิดค่ะ! เพราะถ้าคุณทาครีมบำรุงผิวในปริมาณที่ไม่เหมาะสม มันจะส่งผลทำให้การดูแลรักษาผิวหน้านั้น ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีพอ โดยเฉพาะการบำรุงผิวช่วงก่อนนอน เนื่องจากในระหว่างที่เรานอนนั้น ความชุ่มชื้นของผิวหน้าจะค่อยๆ ระเหยออกไป การทาครีมบำรุงผิวที่น้อยนั้น จะไม่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิวสักเท่าไหร่ ส่งผลทำให้หน้าของเราแห้งตึง ซึ่งปัญหาผิวหน้าแห้งนี่แหละค่า คือตัวการของปัญหาผิวทุกประการ

 

และถ้าคุณอยากรู้ว่าสกินแคร์แต่ละตัวควรใช้ปริมาณมากน้อยแค่ไหน กดตามไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งนี้เลยค่า >> HOW TO : 13 ประเภทสกินแคร์ที่ต้องใช้ปริมาณเท่านี้จึงจะเห็นผล!

 
2. ผิดตั้งแต่ขั้นตอนการล้างหน้าแล้วล่ะ!
 

ที่บอกว่าผิดเนี่ย หมายถึงคุณได้เลือกใช้คลีนซิ่งหรือโฟมล้างหน้าที่ไม่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ ส่งผลทำให้ผิวหน้าของคุณแห้งตึงหลังจากการล้างหน้า เพราะโฟมล้างหน้าได้ดึงเอาความชุ่มชื้นออกไปจากผิวของคุณหมดแล้ว ผิวของคุณจึงขาดน้ำ พอคุณทาครีมเข้าไปบำรุง ครีมก็จะไปกระตุ้นและเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กลับคืนมาตามที่ผิวของคุณเกิดปัญหา แต่ครีมไม่ได้ช่วยบำรุงในส่วนที่ผิวของเราต้องการเพิ่มเติม ดังนั้นเราจึงรู้สึกว่าผิวหน้าของเราเหมือนเดิม ไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไรหลังจากการใช้ครีมนั้นๆ

 

ดังนั้น เปลี่ยนโฟมล้างหน้าให้เหมาะกับผิว คงความชุ่มชื้นไว้ให้ผิวไม่แห้งตึง เวลาเราทาครีมบำรุงหลังล้างหน้า ครีมจะได้เข้าไปแสดงศักยภาพ เติมความชุ่มชื้นที่มากขึ้นให้กับผิว ทำให้ผิวของเราสวย เนียน ใส กระชับมากยิ่งขึ้นยังไงล่ะ

 

 

2 สาเหตุนี้นั้นเรียกได้ว่าเป็นตัวการหลักๆ ที่ทำให้ครีมของคุณนั้นใช้เท่าไหร่ก็ไม่เห็นผลนั่นเอง! แก้มจะบอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ครีมราคาถูกหรือแพงเลย แต่กลับอยู่ที่วิธีการใช้และสภาพผิวหน้าของคุณมากกว่า ดังนั้น เลือกใช้ครีมที่คุณชอบและถูกใจ จากนั้นให้ระวัง 2 สาเหตุนี้ให้ดี รับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้ต้องเห็นชัดกว่าเดิมแน่นอนค่า :) 

 

แต่ถ้าคุณกำลังมองหาสกินแคร์ จะแบรนด์ดัง หรือ แบรนด์น้องใหม่ ที่มีสารสกัดล้ำๆ คุณสมบัติเจ๋งๆ ที่เหมาะกับผิวของคุณ ในราคาที่คุ้มค่าน่าหยิบจับอยู่แล้วละก็ ลองเข้าไปที่ส่องที่ Beautynista.com ดูนะคะ ไม่ว่าสกินแคร์ตัวนั้นจะแพงแค่ไหน เค้าก็จับมาจัดโปรในราคาสุดคุ้ม แถมยังมีคูปองส่วนลด on-top ให้ลดกันแบบจุกๆ ได้อีก แถมทุกครั้งที่ช้อป ยังได้แต้มไปใช้เป็นส่วนลดในการสั่งซื้อในครั้งต่อไปอีกน๊า

 

ว่าแล้วก็ไปจิ้มกันเลย >> www.beautynista.com


Stories
 Back to Top